[Free!] แปลไทย >>High★Speed<< บทที่ 1

posted on 18 Sep 2013 18:07 by lapace-geass in Free

HighSpeed

ประพันธ์โดย โอจิ โคจิ

แปลไทยโดย Kurai

 

hisp

 

—————

บทที่ 1: ว่ายน้ำ

—————

 

น้ำมีชีวิต แม้แต่ในเวลาที่ผิวน้ำนิ่งสงบ มันก็ยังคงกำลังซุ่มรอเหยื่อโดยไม่ปล่อยให้กระทั่งวงน้ำที่กระเพื่อมเพียง น้อยนิดเล็ดรอดสายตา แล้วเมื่อเรากระโดดลงไปจนละอองน้ำกระเซ็นขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้ว มันก็จะเผยคมเขี้ยวพุ่งเข้ามาจู่โจมในทันใด เกี่ยวพันรัดร่างไม่ปล่อย ช่วงชิงอิสรภาพจากแขนขาเราไป ยิ่งต่อสู้ขัดขืนเท่าไร มันก็จะยิ่งเกี่ยวรัดอย่างไม่ลดละ และในไม่ช้าก็จะทำให้เราเผาผลาญพลังกายไปจนสิ้น

ทว่า หากเราไม่ต่อสู้ขัดขืนมันแต่จัดระเบียบท่าทางให้ดีแล้วล่ะก็ น้ำก็จะไหลนิ่งสงบ ให้รักษาท่าทางนั้นไว้และแทงปลายนิ้วขึ้นเหนือผิวน้ำเป็นการสร้างรอยแยก ลื่นไหลร่างกาย แขน หัว หน้าอก ท้อง แล้วก็ขาและเท้า ไปข้างหน้าช้าๆ

ไม่ควรต่อต้านน้ำแต่ควรต้อนรับมันเข้ามา ไม่ควรปฏิเสธน้ำแต่ควรยอมรับตัวตนของกันและกัน สิ่งสำคัญคือการสัมผัสรู้สึกถึงน้ำ รู้สึกด้วยผิวหนัง นัยน์ตา จิตใจ และไม่สงสัยในสิ่งที่ตนได้รู้สึก เชื่อในตัวเอง

ฮารุกะแตะมือเข้าที่กำแพงขอบสระและโผล่หน้าพ้นน้ำขึ้นมา ทั้งที่ว่ายท่าครอว์ลเป็นระยะทางถึง 1000 เมตรแท้ๆ แต่กลับไม่หอบหายใจเลยแม้แต่น้อย พอถอดแว่นกันน้ำออก ก็มีมือข้างหนึ่งยื่นเข้ามาตรงหน้า เขาเงยสายตาขึ้นมองไปตามแขนนั้น ใบหน้าระบายรอยยิ้มเป็นมิตรของมาโกโตะกำลังมองลงมายังฮารุกะ

สำหรับเด็กประถมหกแล้ว นับว่าตัวใหญ่เอาการ ไหล่หนากว้าง เหนือไหล่ขึ้นไปนั้นคือใบหน้าอ่อนเยาว์เสียจนดูไม่สมดุลกับตัวซึ่งยื่นเข้า มาน้อยๆ ขนคิ้วรูปอักษรตัวเลขแปดแลดูใจดี* สิ่งเหล่านั้นกอปรขึ้นเป็น ทาจิบานะ มาโกโตะ

พอจับมือนั้น ฮารุกะก็ถูกดึงยกขึ้นไปด้วยกำลังวังชาอันไม่อาจคาดได้ว่าเป็นคนเดียวกันกับเจ้าของรอยยิ้มที่ทำให้ขนคิ้วเป็นรูปเลขแปด

“ว่ายน้ำได้งดงามไม่เปลี่ยนเลยนะ อย่างกับโลมาแน่ะ ฮารุจัง”

“เลิกพ่วงคำว่า ‘จัง’ เวลาเรียกชื่อฉันซะทีเถอะ”

แม้ว่าตัวเขาจะไม่สูงขนาดมาโกโตะและร่างผอมเนื้อตึงแน่นจะไม่ถึงกับเรียก ว่ามีกล้ามเนื้อก็ตาม แต่ก็สามารถสัมผัสได้ถึงพลังงานแรงกล้าที่เขาปล่อยออกมา สายตานั้นเหมือนจะมองไกลออกไปที่ไหนสักแห่ง เขาก็คือ นานาเสะ ฮารุกะ

ทั้งสองเข้าร่วมสโมสรว่ายน้ำอิวะโทบิมาได้เกือบจะสามปีแล้ว คนที่เป็นฝ่ายเอ่ยปากออกมาก่อนก็คือมาโกโตะ ส่วนฮารุกะก็เข้าสโมสรเป็นเพื่อน จนถึงตอนนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น

จุดร่วมของพวกเขาก็คือการเป็นนักเรียนประถมหกของโรงเรียนแห่งเดียวกันและ การเข้าร่วมสโมสรว่ายน้ำแห่งเดียวกัน อีกประการหนึ่งก็คือ พวกเขามีชื่อเหมือนเด็กผู้หญิงเหมือนกัน

มาโกโตะไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ฮารุกะยึดติดกับประเด็นสุดท้ายนั่น เขาเกลียดเป็นที่สุดเวลาถูกล้อเลียนเรื่องชื่อ ดังนั้นเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น เขาจะพยายามพูดเฉพาะนามสกุลตัวเองเท่าที่เป็นไปได้ แต่กระนั้นก็ตาม ยามที่จำเป็นต้องเอ่ยชื่อตัวเองออกมา เขาจะมีสิ่งที่ทำจนติดเป็นนิสัยคือเบือนหน้าไปด้านข้างแล้วพูดพึมพำอยู่ใน ปากเสมอ เห็นท่าทางแบบนั้นทีไร มาโกโตะจะทำหน้าขำเสมอ

“เข้าใจล่ะ แล้ววันนี้ว่ายพอแล้วเหรอ? ฮารุ”

ตั้งแต่สมัยอนุบาล เขาจะถูกเรียกว่าฮารุจังและเรียกอีกฝ่ายว่ามาโกโตะเรื่อยมา รู้สึกเหมือนกับว่าเพียงแค่เปลี่ยนชื่อเรียก กระทั่งความสัมพันธ์ของทั้งสองก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยกระนั้น

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้องห้อยชื่อฉันต่อท้ายประโยคมันทุกประโยคก็ได้ อีกอย่าง หัดเรียกฉันด้วยนามสกุลซะทีสิ”

เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงออกคำสั่งแบบไม่ยินดียินร้ายโดยไม่ได้เคืองโกรธ อะไร เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ มาโกโตะไม่มีท่าทีใส่ใจแต่อย่างใดและตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มเหมือนเดิม

“ฮารุยังเรียกฉันว่ามาโกโตะเลยนี่นา งั้นฉันเรียกว่าฮารุกะดีมั้ยล่ะ?”

เขาห่อไหล่ให้กับชื่อเรียกที่ไม่คุ้นหู

“ขืนเรียกชื่อนั้นล่ะก็ ฉันจะไม่พูดกับนายอีกคอยดู”

“งั้นก็เอาเป็นว่าเรียกฮารุละกันนะ”

เป็นเช่นนั้นเสมอ ไม่ว่าจะพยายามเอาชนะด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวยังไง ไม่ว่าจะต่อต้านเพียงใด สุดท้ายแล้วก็จะโดนดึงไปเข้าจังหวะของมาโกโตะในที่สุด ในเวลาเช่นนั้น ฮารุกะจะนิ่งเงียบแล้วเบือนหน้าไปด้านข้างจนติดเป็นนิสัย พูดต่อล้อต่อเถียงไปมากกว่านั้นก็ยุ่งยากน่ารำคาญอีก แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น ก็ใช่ว่าจะยอมแพ้เต็มประตู ในกรณีของฮารุกะแล้ว เขาจะนิ่งเงียบแล้วเบือนหน้าไปด้านข้างเป็นการแสดงทัศนคตินั้น

มาโกโตะสวมแว่นกันน้ำ ขึ้นไปยืนบนแท่นสตาร์ท แล้วกระโดดลงไปเลยโดยไม่รอเวลา จากนั้นก็ทำผิวน้ำกระเซ็นกระจายเป็นการใหญ่ ต่างจากฮารุกะ เขาจ้วงสโตรกและตีขาใส่น้ำอย่างชนิดเรียกได้ว่าดุดันและใช้กำลังพุ่งกระแทก น้ำให้ตัวรุดไปข้างหน้า เหมือนดั่งวาฬเพชฌฆาตดุร้ายไล่ล่าเหยื่อ

ฮารุกะไม่แม้แต่จะรอดูจนมาโกโตะว่ายไปถึงอีกฝั่งที่อยู่ไกลออกไป 50 เมตรข้างหน้าและเดินออกไปยังห้องอาบน้ำ

——เพราะมาโกโตะทีเดียวเชียวที่ทำให้ตนอยากจะรีบชำระล้างน้ำที่เริ่มจะหายอุ่นออกจากตัวโดยเร็ว

เขากระชากถอดหมวกออกพลางหยุดความคิดเพียงเท่านั้น

ลมเหนือพัดพาให้กิ่งของต้นปอปลาร์เสียดสีกันเกิดเสียง หมู่ไม้ส่งเสียงสั่นเครือราวกับคนชราวอนขอความเห็นใจว่าไม่มีใบเหลือแม้สัก ใบให้ร่วงหล่นแล้วล่ะ

ถนนที่เรียงรายด้วยต้นปอปลาร์ซึ่งทอดยาวตรงมาจากประตูหน้าของโรงเรียนประ ถมอิวะโทบินั้น แม้จะมีขนาดกว้างชนิดที่ฟากหนึ่งรถสามารถวิ่งได้สองเลน แต่กลับมีรถวิ่งให้เห็นบางตา เป็นถนนที่มีไว้เชื่อมต่อไปจนถึงสี่แยกต่อไปเท่านั้นเอง ด้วยความที่แทบจะไม่มีสิ่งกีดขวาง พอถึงฤดูหนาว ไม่ว่าใครต่างก็ต้องเดินปะทะลมเต็มๆ ไปตามถนน และแน่นอนว่าเด็กๆ ที่เดินไปทางนั้นก็พากันจะห่อไหล่และปิดปากเงียบไป

ยามที่ มัตสึโอกะ ริน ย้ายโรงเรียนมานั้นเป็นฤดูกาลดังที่ว่าพอดิบพอดีหลังขึ้นปีใหม่

“ผมชื่อ มัตสึโอกะ ริน ย้ายมาจากโรงเรียนประถมซาโนะ ชื่อเหมือนเด็กผู้หญิงก็จริง แต่ก็เป็นผู้ชายเต็มตัว ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ”

ห้องเรียนเงียบเหมือนเป่าสาก คงจะเพราะเด็กๆ รู้สึกกดดันเมื่อเห็นเพื่อนใหม่มาอยู่ตรงหน้า หรืออาจเป็นเพราะแต่ไหนแต่ไรมาห้องนี้ก็มีแต่เด็กนักเรียนดีเด่นนิสัยเรียบ ร้อยอยู่แล้วกระมัง หากแต่จะคิดเช่นนั้นได้ก็เพียงแค่ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ความเงียบงันแปรเปลี่ยนเป็นเสียงจ้อกแจ้กจอแจขึ้นมาในชั่วพริบตา

ในเมื่อเด็กใหม่เป็นนักเรียนย้ายมาในช่วงพลัดฤดูคือเดือนมกราคมของชั้น ประถมหก แถมยังมีชื่อเหมือนเด็กผู้หญิงอีก แน่นอนว่าย่อมต้องเกิดปฏิกิริยาเช่นนั้น พอรินมองไปรอบๆ ห้องเรียนพลางคิดเช่นนั้น เด็กชายคนหนึ่งก็ลุกขึ้นยืน

“มัตสึโอกะคุง”

ทาจิบานะ มาโกโตะ มองรินอย่างดีใจด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร เขารู้อยู่ก่อนแล้วว่าอีกฝ่ายเรียนอยู่โรงเรียนนี้

“ทาจิบานะ……คุง อยู่ห้องเดียวกันหรอกเหรอเนี่ย”

“อื้ม ใช่ ฮารุจั……ไม่ใช่สิ ฮารุก็อยู่ห้องนี้เหมือนกันนะ”

มาโกโตะเอี้ยวคอไปมองด้านข้าง ปลายทางของสายตานั้นคือฮารุกะซึ่งมองมาที่รินด้วยใบหน้าไร้อารมณ์อยู่อย่างนั้น

“งั้นเหรอ นานาเสะ……คุง ก็อยู่ห้องนี้เหรอ”

นานาเสะ ฮารุกะ ยังคงมีท่าทีไม่ยินดียินร้ายเช่นเคย รินก็รู้อยู่หรอกว่าอีกฝ่ายเรียนอยู่โรงเรียนนี้ แต่ไม่นึกเลยว่าจะได้มาอยู่ห้องเดียวกัน

จุดร่วมของทั้งสามคนก็คือ เป็นนักเรียนประถมหก ว่ายน้ำเป็นประจำ และมีชื่อเหมือนกับเด็กผู้หญิงเหมือนกัน แล้วในเวลานี้ก็เพิ่งจะรวมเอาเรื่องที่อยู่ห้องเดียวกันเพิ่มเข้าไปด้วยอีก หนึ่งอย่าง ในห้องเรียนนั้นเริ่มมีเสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นใหม่อีกครั้ง โดยเป็นเสียงจ้อกแจ้กจอแจในหัวข้อว่าทั้งสามคนมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ปริศนาตกเป็นเป้าของความอยากรู้อยากเห็นและดึงดูดความสนใจของทุกคนในห้องหมด แล้ว

การที่เพื่อนร่วมห้องจะเข้ามารุมล้อมเด็กใหม่ที่ย้ายโรงเรียนมาระหว่าง ช่วงพักไม่ใช่ภาพแปลกตาอะไร อาจเรียกได้ว่าเป็นชะตากรรมของเด็กย้ายโรงเรียนก็ว่าได้ โดนจู่โจมด้วยคำถาม โดนล้วงถามแบบถอนรากถอนโคนจนเหมือนเปลือยล่อนจ้อน ถูกดึงให้พูดกระทั่งเรื่องที่ทำเอาอยากจะบอกออกไปว่าเพื่อนสนิทกันยังไม่รู้ เรื่องของกันและกันขนาดนั้นมั้งนี่ แต่กระนั้นก็ตาม ความประทับใจแรกเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กย้ายมาใหม่ในการใช้ชีวิตในรั้ว โรงเรียนต่อแต่นี้ไปด้วยความราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นคำถามแบบไหน ก็ต้องตอบอย่างแจ่มใสด้วยรอยยิ้ม

ทว่า พอหมดช่วงพักของคาบสาม ก็ชักจะเหนื่อยขึ้นมาหน่อยๆ จริงๆ นั่นล่ะ และแล้วพอถึงช่วงพักกลางวัน  เด็กๆ ที่ทานข้าวกลางวันเสร็จแล้วก็มารวมตัวกันตามลำดับ

——เอาล่ะ มาเริ่มศึกครึ่งหลังของวันนี้เลยมั้ยล่ะครับ

ยามที่ตั้งท่าพร้อมและสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ใครบางคนก็วางมือลงบนบ่าของริน ทั้งที่ไม่ได้ออกแรงอะไรขนาดนั้นแท้ๆ แต่กลับสัมผัสได้ถึงพลังงานรุนแรงจากมือนั้น เขาจึงเบ้หน้าน้อยๆ ไม่ต้องหันกลับไปมองก็รู้ ฮารุกะนั่นล่ะ——ไม่อาจคิดได้ว่าจะมีใครอื่นในห้องเรียนนี้นอกจากฮารุกะที่ทำ เรื่องเช่นนั้นได้

“มาด้วยกันเดี๋ยวนึงสิ”

อีกฝ่ายพูดเพียงแค่นั้นแล้วเดินนำออกไปคนเดียว แม้เขาจะยอมลุกขึ้นยืน แต่ก็ยังถอนหายใจออกมาทีหนึ่งด้วยเหนื่อยหน่ายกับการบังคับของฮารุกะ สถานการณ์นี้ทำเอาอยากผายมือทั้งสองข้างออกกว้างเหมือนชาวต่างชาติอยู่หรอก แต่ด้วยความที่คิดว่าท่าโพสน่าหมั่นไส้แบบนั้นมันดูไม่สมกับเป็นเด็กย้ายมา ใหม่แน่ๆ เลยหยุดเอาไว้ก่อน เอาไงดีล่ะ พอมองตามแผ่นหลังของฮารุกะอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ เขาก็ถูกรุนหลังไปข้างหน้าเบาๆ

“มัวทำอะไรอยู่ล่ะนั่น? เดี๋ยวก็ถูกทิ้งเอาไว้หรอก”

รอยยิ้มของมาโกโตะโฉบผ่านด้านข้างของรินไป

“ครับครับ ไปเดี๋ยวนี้ล่ะ”

พอมองไปรอบๆ ด้วยรู้สึกได้ถึงสายตา ก็เห็นทุกคนในห้องมองมาด้วยสายตาเปี่ยมความอยากรู้อยากเห็นต่อปฏิสัมพันธ์ ของพวกเขาสามคน เขาคิดอยู่ลึกๆ ว่าดีแล้วล่ะที่ไม่ได้โพสท่าน่าหมั่นไส้ออกไป รินรีบไล่ตามหลังมาโกโตะไปเพื่อหนีจากสายตาเหล่านั้น

ขาของฮารุกะมาหยุดยืนอยู่ระหว่างอาคารโรงเรียนกับสระว่ายน้ำ ต้นซากุระขนาดใหญ่แผ่กิ่งก้านไร้ดอกใบท่ามกลางลมหนาวสะท้านของฤดูหนาว มันเหยียดต้นด้วยเรี่ยวแรงแข็งขันขึ้นไปยังฟากฟ้าสูงราวกับกำลังเพรียกหาบาง สิ่งบางอย่าง ต้นซากุระอยู่ตรงนั้นมาตลอดตั้งแต่ตอนโรงเรียนถูกสร้างขึ้นแล้ว

รินร้องออกมาเสียงหลง

“ต้นไม้ต้นนี้ยอดไปเลย ใช่ที่เรียกว่าซากุระป่าวเนี่ย?”

ซากุระนั่นล่ะ ฮารุกะคิดเช่นนั้นแต่ไม่ได้พูดออกไป

“ซากุระนั่นล่ะ”

เพราะรู้อยู่แล้วว่ามาโกโตะคงจะตอบเช่นนั้น

รินเอามือแตะไปที่ลำต้นของต้นซากุระแล้วมองขึ้นไปบนฟ้าผ่านกิ่งก้านที่เหยียดวนไปมาหลายซับหลายซ้อน

“พอถึงฤดูใบไม้ผลิ ดอกซากุระก็คงจะร่วง แล้วหล่นลงไปในสระว่ายน้ำตรงนั้นเยอะแยะไปหมดเลยสินะ”

ฮารุกะกับมาโกโตะมองไปทางสระว่ายน้ำ เพราะไม่มีใครดูแล จึงมีใบไม้แห้งกระจัดกระจายปกคลุมอยู่ทั่ว

“อยากลองว่ายดูจังเลยน้า สระว่ายน้ำดอกซากุระเนี่ย”

รินพูดเปี่ยมอารมณ์อย่างประหลาด มาโกโตะมองใบหน้านั้นเขม็ง

“ช่วงนั้นน้ำมันยังเย็นเจี๊ยบอยู่เลย ไม่ไหวหรอก ฉันว่าไว้ค่อยว่ายตอนหน้าร้อนน่าจะดีกว่า จริงๆ นะ”

ฮารุกะรู้สึกเหนื่อยใจ

“ปีหน้ายังคิดจะอยู่ที่นี่อยู่อีกเรอะ”

เสียงนั้นซ้อนทับกับเสียงกิ่งไม้เสียดสีกันรับลมหนาว หางประโยคจึงถูกกลบหายไป

รินผละมือออกจากต้นซากุระแล้วล้วงมือนั้นลงไปในกระเป๋ากางเกงแทน

“เรียกฉันมาในที่แบบนี้มีอะไรล่ะ คิดจะจัดการสั่งสอนเด็กใหม่ที่ย้ายโรงเรียนมาวันแรกงั้นเหรอ?”

รินพูดแล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเหมือนนึกสนุก มาโกโตะเองก็ถูกดึงให้หัวเราะตามไปด้วย พอฮารุกะมองมาด้วยนัยน์ตาเย็นเยียบ มาโกโตะก็กระแอมไอเบาๆ แล้วหันไปหาริน

“เอาล่ะ มัตสึโอกะคุง เก็บเรื่องล้อเล่นเอาไว้ก่อน ฉันมีเรื่องอยากจะถามหน่อย”

ยังไม่ทันที่มาโกโตะจะได้พูดจบถึงตรงนั้น รินก็ขัดคำพูดนั้นขึ้นมาเสียก่อน

“บังเอิญ เป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ นะ พอบังเอิญย้ายมา ก็กลายเป็นว่าย้ายมาโรงเรียนนี้ซะงั้น ฉันก็ต๊กกะใจเหมือนกัน แถมยังเหลือเชื่อที่ได้มาอยู่ห้องเดียวกับทาจิบานะและนานาเสะด้วย ความบังเอิญนี่มันน่ากลัวจริงๆ เลยน้า”

พวกเขาเคยพบหน้าค่าตารินตอนการแข่งใหญ่ระดับจังหวัดอยู่หลายครั้ง แต่ก็มีความสัมพันธ์กันเพียงเท่านั้น ไม่ได้สนิทอะไรกันเป็นพิเศษ แล้วก็แทบจะไม่เคยพูดคุยกันเป็นเรื่องราวเสียด้วยซ้ำ

เมื่อเดือนมีนาคมของปีก่อน——คนที่เป็นฝ่ายส่งเสียงทักทายมาก่อนก็คือริน

“ว่ายเร็วจังเลย เป็นเด็กประถมจริงๆ เหรอเนี่ย?”

ไม่รู้ว่าเขาพูดกับฮารุกะหรือว่ามาโกโตะกันแน่ แต่ในกรณีแบบนั้น ก่อนอื่นมาโกโตะจะเป็นคนตอบก่อน

“เธอคือ มัตสึโอกะคุงจาก SC ซาโนะ** ใช่มั้ยนี่”

จำได้ว่ารินทำหน้าดีใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น

“เห รู้จักฉันด้วยเหรอ”

เหตุการณ์เริ่มขึ้นตอนที่พวกเขาเข้าร่วมการแข่งขันใหญ่ระดับจังหวัดเป็น ครั้งแรก ฮารุกะชนะเลิศการแข่งว่ายฟรีสไตล์ระยะทาง 100 เมตร ส่วนมาโกโตะก็ชนะเลิศการแข่งว่ายท่ากบระยะทาง 100 เมตร แต่สำหรับระยะทาง 50 เมตรนั้น ทั้งสองประเภทถูก SC ซาโนะกวาดรางวัลไปหมด ด้วยฝีมือของรินแห่ง SC ซาโนะเพียงคนเดียว

“เพราะวันนี้มีแต่สระว่ายน้ำระยะไกลนั่นล่ะน้า ถ้าเกิดว่าเป็นสระว่ายน้ำระยะใกล้ล่ะก็ ฉันมั่นใจว่าต้องชนะประเภทระยะทาง 100 เมตรด้วยเหมือนกันล่ะน่า”

ฟังดูไม่เหมือนกำลังขี้แพ้ชวนตีหรือฝืนทำเป็นเข้มแข็ง อาจจะเป็นตามนั้นจริงๆ ก็ได้ ทั้งฮารุกะและมาโกโตะเองถูกรินนำไปก่อนตั้งแต่ตอนสตาร์ท ทั้งสองคนไล่ตามรินทันช่วงกำลังจะเข้าสู่ระยะ 70 เมตร ซึ่งเป็นระยะทางหลังกลับตัวแล้ว

แม้ฮารุกะจะชนะเลิศก็ตาม แต่ก็ไม่ดีใจเลย จะชนะหรือแพ้ก็ช่างมันปะไร เขาไม่เคยว่ายน้ำเพื่อเอาชนะเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพียงแต่มันรู้สึกหงุดหงิดอย่างประหลาดที่ถูกทิ้งห่างไปตอนสตาร์ทก็เท่านั้น

พอฮารุกะว่ายแซงรินไปจนถึงเส้นชัย มาโกโตะก็มีท่าทียินดีราวกับเป็นเรื่องของตัวเอง

“ยินดีด้วยนะ ยอดเลย ชนะเลิศจนได้”

ตัวเองก็ชนะเลิศเหมือนกันแท้ๆ คิดอย่างนั้นก็จริง แต่ที่พูดออกมากลับเป็นเรื่องอื่น

“หมอนั่นเป็นใคร”

เขาเบนสายตาไปมองรินผู้นอนแผ่กางแขนกางขาอยู่ข้างสระ

“เห็นว่าชื่อมัตสึโอกะคุงจาก SC ซาโนะแน่ะ”

ชื่อนั้นไม่ใช่ชื่อที่ตนรู้จักมาแต่เดิมที เพราะงั้นต่อให้รู้ชื่อนั้นไปก็ไม่เกิดอะไรขึ้นมา เพียงแต่เขาอยากจะจำเอาไว้ จำคนที่ทำให้ตัวเองรู้สึกหงุดหงิด จำร่างที่นอนแผ่หอบตัวโยนโดยยังคงสวมแว่นกันน้ำอยู่เอาไว้

กำลังร้องไห้อยู่หรือไงนะ ฮารุกะหันหลังให้กับรินพลางคิดเช่นนั้นในชั่วพริบตาที่ภาพนั้นหายไปจากทัศนวิสัย

ที่รินส่งเสียงทักมาเป็นเรื่องหลังจากนั้น พวกเขาได้คุยกันเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจะถึงพิธีรับรางวัลเท่านั้นเอง

“ฉันเองก็ต้องเพิ่มพละกำลังให้มากกว่านี้เหมือนกันล่ะน้า”

เขามีส่วนสูงไม่ต่างจากฮารุกะ แต่รูปร่างสมส่วนเหมาะกับการแข่งว่ายน้ำเสียเหลือเกิน

“ฉันว่าไม่ใช่แค่เรื่องพละกำลังอย่างเดียวหรอก”

ฮารุกะพูด เขาไม่เคยพึ่งพาพละกำลังในการว่ายน้ำเลยแม้แต่ครั้งเดียว และการคอยตามเก็บคำพูดของเขาให้ก็เป็นบทบาทของมาโกโตะ

“มัตสึโอกะคุงนี่พุ่งตัวตอนสตาร์ทได้เยี่ยมยอดไปเลยนะ กระโดดได้ขนาดนั้น เล่นเอาตกใจหมดเลย”

“เฮ้ ริน พิธีรับรางวัลจะเริ่มแล้วนะ”

เด็กรูปร่างผอมสูงเรียกรินมาจากที่ไกลๆ

“รู้แล้ว โซสึเกะ จะไปเดี๋ยวนี้แหละ”

รินตอบกลับแล้วหันมาหาพวกฮารุกะอีกครั้ง

“คราวหน้าไม่แพ้แน่ ไว้มาว่ายด้วยกันอีกนะ”

มาโกโตะยิ้มตอบกลับรินผู้ชูมือขึ้นน้อยๆ แล้วตั้งท่าจะเดินจากไป

“พวกเราเองก็จะพยายามไม่ให้แพ้เธอเหมือนกัน อ๊ะ เอ้าๆ พิธีรับรางวัลจะเริ่มแล้วนะ”

เขาพูดเช่นนั้นพลางรุนหลังฮารุกะ

นั่นเป็นการพบกับริน หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้พบหน้ากันเมื่อมีการแข่งขันครั้งใหญ่

กิ่งซากุระต้องลมกรรโชกแรงจนสั่นไหว ส่งเสียงหวีดร้องยามโค้งงอด้วยแรงลมปะทะ ฝุ่นทรายปลิวคละคลุ้งจนทั้งสามคนต้องหลับตาลงตามปฏิกิริยาตอบกลับ แม้จะเกิดขึ้นแค่ชั่ววูบ แต่ลมหมุนรุนแรงกระทั่งทำเอาหายใจไม่ออกก็ได้พัดผ่านพวกฮารุกะไป ลมหมุนที่หอบเอาฝุ่นทรายไปด้วยนั้นส่งเสียงคำรามและหมุนตัวไปทางสนามของ โรงเรียน จากนั้นก็หมุนวนเป็นวงอาละวาดตามใจปรารถนา ขณะที่มองลมนั้น รินก็ถุยน้ำลายปนทรายออกมาด้วย

“ลมตะกี้มันอะไรของมัน ทรายเข้าปากฉันหมดเลยเนี่ย ที่นี่มีลมแบบนั้นพัดประจำเหรอ?”

เขาพูดเช่นนั้นแล้วก็ถุยน้ำลายออกมาอีกรอบ

“ไม่มีหรอกลมแบบนี้น่ะ นึกว่าจะโดนพัดตัวปลิวไปแล้วซะอีก เรากลับเข้าตึกเรียนกันเถอะ ฮารุ”

ยังไม่ทันจะพูดจบดี ขาของมาโกโตะก็ก้าวไปทางอาคารเรียนเรียบร้อยแล้ว พวกเด็กคนอื่นๆ ที่เล่นอยู่ในสนามของโรงเรียนต่างก็พากันหนีเข้าไปในอาคารเรียนเหมือนโดนลม ไล่

เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อจะเรียกให้อีกฝ่ายดูต้นซากุระ ยังไม่ได้ถามอะไรเลยและก็ยังไม่เข้าใจอะไรเลยเหมือนเดิม พอคิดว่าโดนลมอะไรนั่นทำกลบเกลื่อนแล้วก็ให้รู้สึกอดรนทนไม่ไหว ไม่รู้ว่าการที่รินย้ายโรงเรียนมาเป็นเพียงเหตุบังเอิญหรือไม่ แต่เขาก็สามารถจินตนาการได้อย่างง่ายดายว่าเหตุการณ์นั้นจะพัวพันมาถึงฮารุ กะและมาโกโตะไม่ในรูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง ไม่ว่ามันจะมาในรูปแบบใด ย่อมต้องเป็นเรื่องยุ่งยากน่ารำคาญไม่ผิดแน่

จะให้ถูกดึงเข้าไปพัวพันน่ะ ไม่เอาด้วยหรอก เพราะงั้นถึงได้คิดว่าจะจัดการพูดดักคอไว้ก่อน เลยเรียกรินออกมา แต่ตอนนี้กลับรู้สึกขึ้นมาว่า แม้แต่การคาดคั้นไปมากกว่านี้ก็กลายเป็นเรื่องยุ่งยากน่ารำคาญไปเสียแล้ว ยิ่งยึดติดเท่าไร ก็จะยิ่งกลายเป็นการเข้าไปข้องเกี่ยวด้วยหนักเข้าไปอีก

ฮารุกะละสายตาที่มองไปทางรินซึ่งหนีเข้าอาคารเรียนไป แล้วเงยหน้าขึ้นมองต้นซากุระลู่ลมเพียงครั้งหนึ่ง

—————-

*อักษรเลขแปดในภาษาญี่ปุ่นคือ 八 หลักๆคือขนคิ้วจะโค้งลงเป็นรูปตัว U ทำให้ดูเหมือนมีสีหน้าลำบากใจน้อยๆ คนญี่ปุ่นเรียกกันเล่นๆว่า “คิ้วลำบากใจ” คิ้วแบบนี้มีลักษณะอย่างไร ดูได้ในลิงค์ด้านล่างค่ะ

http://goo.gl/pXjAf0

**SC = swimming club หรือก็คือสโมสรว่ายน้ำในภาษาไทยนั่นเอง

—————-

เมาท์มอย
ในสายตาแม่ยกรินฮารุแล้ว รินจีบฮารุเต็มๆเลยค่ะ ถึงกับย้ายโรงเรียนตามมาเลยทีเดียว อิๆ ฮารุจังน่ารักมากกกกก รินจังก็สดใสมากกกกกก แค่ได้แปลพวกเด็กๆเขาคุยกันก็มีความสุขแล้วค่ะ งื้ดๆๆ


มีข้อติชมอย่างไรหรืออยากเมาท์มอยอะไรก็ตามสะดวกเลยนะคะ ^^